วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

แคนาดา



แคนาดาจะกลายเป็นแหล่งน้ำมันใหญ่ของโลก
เมื่อ 2-3 วันนี้ เพิ่งได้รับอีเมลเวียนในหมู่เพื่อนฝูง เป็นโจ๊กเบาสมองของฝรั่งเกี่ยวกับราคาน้ำมันในโลกปัจจุบัน ซึ่งอยากจะถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้รับฟังด้วย

ท่านรู้ไหมว่า............................... ราคาน้ำแอปเปิ้ลลดน้ำหนัก Snapple ในสหรัฐคิดเป็นเงิน 1.29 เหรียญต่อ 16 ออนซ์ หรือ 10.32 เหรียญต่อ 1 แกลลอน (ในมาตราของสหรัฐ 1 ออนซ์=1/128 แกลลอน)

ราคาน้ำชาเย็นลิปตัน คิดเป็นเงิน 1.19 เหรียญต่อ 16 ออนซ์ หรือ 9.52 เหรียญต่อ 1 แกลลอน

ราคาน้ำดื่มชูกำลัง Gatorade คิดเป็นเงิน 1.59 เหรียญต่อ 20 ออนซ์ หรือ 10.17 เหรียญต่อ 1 แกลลอน ราคาน้ำ Ocean Spray หรือน้ำแครนเบอร์รี่ผสมน้ำแอปเปิ้ล คิดเป็นเงิน 1.25 เหรียญต่อ 16 ออนซ์ หรือ 10 เหรียญต่อ 1 แกลลอน

ราคาน้ำมันเบรก คิดเป็นเงิน 3.15 เหรียญต่อ 12 ออนซ์ หรือ 33.60 เหรียญต่อ 1 แกลลอน

ยาแก้ปวดท้อง Pepto Bismol คิดเป็นเงิน 3.85 เหรียญต่อ 4 ออนซ์ หรือ 123.20 เหรียญต่อ 1 แกลลอน ราคายาแก้หวัด Nyquil ของ Vick's คิดเป็นเงิน 8.35 เหรียญต่อ 6 ออนซ์ หรือ 178.13 เหรียญต่อ 1 แกลลอน

ที่ร้ายไปกว่านั้น คือ...................... น้ำดื่ม Evian ซึ่งเป็นแค่น้ำและไม่มีใครรู้แน่ว่ามาจากไหน ราคาถึง 1.49 เหรียญต่อ 9 ออนซ์ หรือ 21.19 เหรียญต่อ 1 แกลลอน นอกจากนี้ ถ้าเราจะกลับตัวอักษร Evian ก็จะกลายเป็น Naive ซึ่งคงแปลว่า “พวกแอ๊บแบ๊ว” ก็น่าจะใกล้เคียง แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือ ........................ ท่านเคยคิดไหมว่าทำไมราคาคอมพิวเตอร์จึงถูกลง ๆ แต่ความจริงแล้ว เป็นเพราะคนขายได้คิดแล้วว่าจะคุ้มทุนจากการขายหมึกพิมพ์ซึ่งมีราคาถึง 5,200 เหรียญต่อ 1 แกลลอน !!! เพราะฉะนั้น ท่านควรจะดีใจได้แล้วว่ารถยนต์ของท่านไม่ได้ต้องขับเคลื่อนด้วย Pepto Bismol หรือ Nyquil หรือโดยเฉพาะ หมึกพิมพ์คอมพิวเตอร์!!!! ทั้งหมดข้างต้นนี้เป็นเพียงโจ๊กฝรั่งซึ่งอาศัยรากฐานจากข้อมูลที่เป็นตัวเลข แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์เราก็ยังหนีความจริงไปไม่พ้นว่าแม้สิ่งต่าง ๆ ที่เอ่ยมาในโจ๊กข้างต้นจะมีราคาแพงกว่าน้ำมัน/แกลลอนก็จริง แต่เราก็ไม่ถึงกับจำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านั้นในชีวิตประจำวันทุกวันไป แต่ปัญหาน้ำมันมิได้เป็นเช่นนั้น ทุกคนในสังคมเมืองต่างก็จำเป็นที่จะต้องใช้หรืออาศัยน้ำมันในชีวิตประจำวันด้วยกันทั้งสิ้น ผู้ที่ไม่มีรถยนต์ก็ต้องอาศัยรถเมล์ รถแท็กซี่ซึ่งก็ต้องใช้น้ำมันทั้งสิ้น ส่วนผู้ที่มีรถยนต์ใช้ต่างก็ต้องเติมน้ำมันกันทุก 3-4 วันหรือ 5-6 วันแล้วแต่ขนาดของรถที่ใช้ และทุกวันนี้ ทุกคนก็เห็นแล้วว่าขณะที่ปีที่แล้วยังมีความสงสัยกันว่าราคาน้ำมันจะขึ้นถึง 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลหรือไม่ แต่บัดนี้ราคาน้ำมันได้ทะลุราคา 130 เหรียญ/บาร์เรลไปแล้ว และก็ยังไม่มีสัญญาณใด ๆ ว่าจะไม่ขึ้นต่อไปอีกโดยไม่มีที่สิ้นสุด

ดังนั้นทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่จำเป็นต้องอาศัยน้ำมันในการขับเคลื่อนพลังทางเศรษฐกิจของตนรวมทั้งประเทศไทยเอง ต่างก็กำลังให้ความสำคัญต่อนโยบายพลังงานเป็นอย่างมาก และทางแก้ทางหนึ่งก็คือการที่จะหาอุปทานน้ำมันเพิ่มขึ้นเพื่อลดราคาขายลง ประเทศที่ค้นพบแหล่งน้ำมันใหญ่ใหม่ ๆอย่างเช่นบราซิลหรือแม้แต่เขมรเองจึงได้ถูกจับตามองและจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่มีประเทศหนึ่งที่ผลิตน้ำมันอยู่แล้วแม้จะไม่มากมายนัก แต่ปัจจุบันกำลังได้รับการจับตามองโดยเฉพาะจากสหรัฐเป็นอย่างมากก็คือ แคนาดา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวกันว่ามีศักยภาพที่จะผลิตน้ำมันได้เท่าเทียมกับประเทศอย่างซาอุดีอาระเบียได้ในอนาคตทีเดียว แหล่งน้ำมันดังกล่าวเป็นแหล่ง “ทรายน้ำมัน” (oil sands หรือ tar sands) ซึ่งทับถมกันอยู่ที่ Athabasca, Peace River และ Cold Lake ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐ Alberta ของแคนาดาซึ่งอยู่ในตอนใต้สุดของประเทศติดกับพรมแดนสหรัฐอเมริกา ในเนื้อที่ประมาณ 140,200 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่ารัฐฟลอริดาของสหรัฐทั้งรัฐ อะไรคือ “ทรายน้ำมัน” ที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินหรือรู้จักแต่คำว่า หินน้ำมัน ซึ่งต้องมาทำการสกัดน้ำมันออกจากหินอีกทีหนึ่ง ทรายน้ำมันก็เช่นกัน จำเป็นที่จะต้องขุดและทำการแยกน้ำมันเหนียว (oil bitumen) ออกจากทราย ณ ที่ขุดนั้นและจะต้องผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้น้ำมันเหนียวเหล่านี้กลายสภาพเป็นของเหลวเพื่อส่งผ่านท่อส่งน้ำมันไปยังแหล่งต่าง ๆ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาได้ ทั้งนี้จะต้องใช้ทรายน้ำมันประมาณ 2 ตันจึงจะกลั่นกรองออกมาเป็นน้ำมันได้ 1 บาร์เรล

ดังนั้นในทศวรรษที่ 60 ที่มีการค้นพบจึงยังไม่มีเทคโนโลยีเพียงพอที่จะทำการกลั่นกรองดังกล่าวได้ แต่ปัจจุบันบริษัทน้ำมันใหญ่ ๆ ของโลกก็ได้ร่วมมือกับทางแคนาดาทำการค้นคว้าจนได้เทคโนโลยีที่จะดำเนินการดังกล่าวได้โดยสะดวกแล้ว ปัจจุบัน สหรัฐนำเข้าน้ำมัน (ทุกประเภท) จากแคนาดาถึงร้อยละ 20 ต่อวันหรือประมาณวันละ 1.9 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากกว่าที่สหรัฐนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย อยู่แล้ว จากสภาวะปัญหาน้ำมันแพงในปัจจุบัน จึงทำให้สหรัฐมองไปที่แหล่งทรายน้ำมันในแคนาดาเป็นอย่างมาก และบริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุดในโลกของสหรัฐคือ ExxonMobil ก็กำลังมีแผนที่จะลงทุนในรัฐ Alberta นี้ถึง 124 พันล้านเหรียญในระหว่างปี ค.ศ. 2007-2012 ซึ่งจะทำให้แคนาดาขยายการผลิตน้ำมันจากทรายน้ำมันนี้ได้อีกสี่เท่า คือจะผลิตได้ถึง 5 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี ค.ศ. 2015 นี้ ขณะที่บริษัท Shell ของเนเธอร์แลนด์ซึ่งใหญ่เป็นที่สองของโลกก็กำลังลงทุนขยายการผลิตจากทรายน้ำมันในแคนาดาให้ได้ถึง 700,000 บาร์เรลต่อวันภายในปีเดียวกัน บริษัท Exxon ได้แสดงความเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้มากโดยได้ส่งทีมฝีมือดีที่สุดของบริษัทไปบริหารจัดการการลงทุนดังกล่าวในแคนาดาอยู่ในขณะนี้ ถึงแม้การสำรวจในปัจจุบันจะปรากฏผลว่า แคนาดามีทรายน้ำมันที่จะนำมากลั่นกรองเป็นน้ำมันได้เพียง 70 ปีเท่านั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังเชื่อว่าจะมีการพบแหล่งทรายน้ำมันใหม่ ๆ อีก ประกอบกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นทุกวัน ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่จะพบแหล่งทรายน้ำมันในแคนาดาเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะขุดขึ้นมาใช้ได้เป็นเวลาถึง 100-200 ปี ก็ยังเป็นไปได้

สหรัฐได้ตั้งความหวังกับแหล่งน้ำมันแห่งนี้เป็นอย่างมาก เพราะแคนาดาเป็นมิตรสนิทและจะมีความสะดวกสบายเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งน้ำมันผ่านท่อเข้ามาในสหรัฐเอง ที่สำคัญก็คือสหรัฐจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันจากประเทศที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับสหรัฐเช่นเวเนซุเอลาอีกต่อไป สำหรับไทยเราเองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับแคนาดาอยู่แล้ว ก็คงจะต้องกระชับความสัมพันธ์นี้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นใน 10 ปีข้างหน้านี้ และก็อดถามคำถามที่เกิดขึ้นในใจคำถาม หนึ่งไม่ได้ว่า ไทยเรามีทรายน้ำมันชนิดที่ว่านี้หรือไม่ และได้มีการสำรวจกันบ้างแล้วหรือยัง.

สาโรจน์ ชวนะวิรัช

บิน ลาเดน อยู่ที่ไหน

บิน ลาเดนอยู่ที่ไหน
โอซามา บิน ลาเดน ผู้มีค่าหัวถึง 52 ล้านเหรียญ (50 ล้านเหรียญจากรัฐบาลสหรัฐ และอีก 2 ล้านเหรียญจากสมาคมนักบินสหรัฐ) ถูกตามไล่ล่าอย่างเอาเป็นเอาตายนับตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 9/11 แต่ก็หนีรอดไปได้ทุกครั้ง ครั้งสำคัญที่สุดก็คือการกวาดล้างที่ Tora Bora ในบริเวณชายแดนอัฟกานิสถานกับปากีสถานเมื่อปลายปี ค.ศ. 2001 แต่บิน ลาเดนก็หนีรอดไปได้อย่างหวุดหวิด หลังจากนั้นก็มีข่าวลือหลายครั้งว่าเขาได้เสียชีวิตแล้วด้วยโรคภัยไข้เจ็บหรือไม่ก็ถูกลอบสังหาร แต่ก็ไม่เป็นความจริง และเขาก็ยังได้ออกเทปอีกเป็นครั้งคราวเพื่อประกาศย้ำต่อโลกว่าตนยังมีชีวิตอยู่ อย่างไรก็ตาม หน่วยข่าวของสหรัฐและพันธมิตร ตลอดจนนักข่าวทั้งหลายต่างก็พยายามติดตาม สอบถามและรวบรวมข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของโอซามา บิน ลาเดนอยู่เสมอ เช่นทางการสหรัฐเคยออกมาแถลงว่าหลังจากการกวาดล้างที่ Tora Bora บิน ลาเดน ก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุนจนไม่สามารถทำหน้าที่ในเรื่องของการวางแผนโจมตีได้เหมือนเก่าเพราะไม่สามารถติดต่อกับบริวารของตนได้สะดวกสบายเหมือนแต่ก่อน ดังนั้นจึงทำหน้าที่เป็นหัวหน้าแต่ในนามเท่านั้น แต่ผู้สื่อข่าวก็ได้ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ระดับสูงของฝ่ายตาลีบันในอัฟกานิสถาน ซึ่งคำตอบจากบุคคลเหล่านี้ก็กลับตรงกันข้าม โดยทุกคนยืนยันว่าบิน ลาเดนยังเป็นผู้วางยุทธศาสตร์และผู้หาเงินมาใช้ในการปฏิบัติการต่าง ๆ ของ อัลเคดาอยู่เช่นเดิม ภายหลังที่ซัดดัม ฮุสเซนถูกโค่นจากอำนาจในอิรัก บิน ลาเดนก็ได้จัดให้มีการประชุมสุดยอดของกลุ่มอัล เคดา กลุ่มตาลีบันและองค์กรย่อยของตนทั้งในเชชเนียและอุซเบกิสถานที่ภูเขาแห่งหนึ่งในอัฟกานิสถาน และในการประชุมครั้งนั้น บิน ลาเดนอยู่ในอารมณ์ที่กำลังโกรธแค้นมาก และได้แต่งตั้งให้ลูกน้องคู่ใจ Saif al-Adel เป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของอัล เคดาในอิรัก ทั้งยังได้มอบจดหมายแนะนำตัวเขากับผู้นำทางศาสนา นักธุรกิจที่สำคัญและหัวหน้ากลุ่มมูจาฮีดินเพื่อให้การสนับสนุนในทุกวิถีทางแก่ al-Adel เพื่อการปฏิบัติการต่อต้านสหรัฐในอิรักต่อไปด้วย ในการประชุมสุดยอดครั้งนั้น บิน ลาเดนก็ได้กล่าวด้วยว่าเขากำลังเตรียมแผนสำคัญอยู่โดยหวังที่จะใช้อาวุธชีวภาพกับสหรัฐ อย่างไรก็ตาม แผนนี้ต้องหยุดชะงักลงและต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่หลังจากที่ Khalid Shaikh Mohammed หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของอัล เคดาอีกคนหนึ่งถูกจับได้ในปากีสถาน ซึ่งทางการสหรัฐก็ยอมรับว่า ตามข่าวกรองที่ได้รับ บิน ลาเดนมีความสนใจในเรื่องนี้จริง แต่ก็ยังเชื่อว่าบิน ลาเดนจะยังพยายามฆ่าคนอเมริกันด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่เปิดอยู่แล้วมากกว่าการใช้อาวุธชีวภาพซึ่งหายากและใช้ยากกว่าอย่างมาก ข่าวอีกชิ้นหนึ่งมาจากชายชราชาวอัฟกานิสถานชื่อ Khan Kaka ซึ่งอาศัยอยู่ในจังหวัด Kunar และเป็นพ่อตาของ Abu Hamza al Jazeeri ชาวอัลจีเรียผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นองครักษ์พิเศษของโอซามา บิน ลาเดน Khan Kaka เล่าว่าลูกเขยของตนจะลงมาจากภูเขาทุก 2-3 เดือน เพื่อมาเยี่ยมภรรยาและลูกอีกสามคน และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ได้บอกเขาว่าลูกสะใภ้คนหนึ่งของบิน ลาเดนได้เสียชีวิตลงในขณะที่คลอดลูก บิน ลาเดนได้กล่าวประณามสหรัฐอย่างรุนแรงว่าเป็นต้นเหตุการเสียชีวิตในระหว่างพิธีศพของเธอ บิน ลาเดนได้กล่าวต่อไปด้วยว่า ที่จริงเขามาจากตระกูลร่ำรวยพอที่จะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเช่นเดียวกับเจ้าครองนครอาหรับทั้งหลาย แต่เขาก็ได้ตัดสินใจที่จะออกมาต่อสู้กับพวกนอกรีตซึ่งต้องการที่จะตัดคนอิสลามจากรากเหง้าของตน และการต่อสู้เพื่ออุดมคติเช่นนี้เองที่ได้ทำให้คนอาหรับ กลุ่มตาลีบันและครอบครัวของเขาได้กลายเป็นอรหันต์ไปแล้ว

เมื่อถูกถามว่าบิน ลาเดนอยู่ที่ไหน Khan Kaka ก็ได้แต่หัวเราะและชี้ไปที่เทือกเขาสูงประมาณ 12,000 ฟุตข้างหน้า ข่าวแทบทุกกระแสได้รับมาตรงกันว่า บิน ลาเดนยังมีสุขภาพดีอยู่ ลูกชายของบิน ลาเดน 3 คนได้พำนักอยู่กับเขาด้วยและทั้งหมดได้สาบานกับพ่อไว้ว่าจะยอมฆ่าพ่อหากกำลังจะถูกฝ่ายสหรัฐจับตัวไป นอกจากนั้นก็ยังมีภรรยาเขาอีกสองคนพักอาศัยอยู่บนเขาใกล้ ๆ ซึ่งเขาจะไปเยี่ยมเป็นครั้งคราวเมื่อเห็นว่ามีความปลอดภัยเพียงพอ สำหรับวิธีการติดต่อของบิน ลาเดนกับลูกน้องและหน่วยปฏิบัติการของเขาในที่ต่าง ๆ นั้น จะกระทำด้วยการเขียนเป็นหนังสือหรือใส่ข้อความลงในแผ่นดิสก์คอมพิวเตอร์และใช้ผู้นำสารส่งต่อกันเป็น ช่วง ๆ โดยแต่ละคนจะได้รู้เพียงจุดที่ตนจะไปส่งเท่านั้น ดังนั้นจึงมีความล่าช้ามากแต่ก็ทำให้ปลอดภัยจากการติดตามโดยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ของฝ่ายสหรัฐ หลาย ๆ ฝ่ายรวมทั้งเจ้าหน้าที่สหรัฐบางคนต่างก็เห็นว่า เป็นไปได้ทีเดียวที่จังหวัด Kunar ซึ่งเป็นเพียงจังหวัด เล็ก ๆ ของอัฟกานิสถานจะเป็นแหล่งหลบซ่อนของบิน ลาเดนในปัจจุบัน

แม้แต่ พ.ต.อ. Abdul Saffa Momand ซึ่งเป็นหัวหน้าตำรวจในจังหวัดนี้ก็ยอมรับว่า รัฐบาลกลาง อัฟกานิสถานไม่สามารถปกครองพื้นที่ทั่วประเทศได้นอกจากในเมืองหลวง เส้นทางบนภูเขาผ่านได้ยากลำบากมาก ลูกน้องเขาต่างก็ไม่มีวิทยุใช้ และได้รับเงินเดือนเพียงเดือนละ 14 เหรียญสหรัฐเท่านั้น ถ้ารัฐบาลมีพอจ่ายในเดือนนั้น ๆ การลาดตระเวนในเวลากลางคืนก็เป็นการเสี่ยงต่อชีวิตอย่างยิ่ง จึงไม่สามารถเข้าไปถึงขุมกำลังของอัล เคดาได้ บรรดาพลเมืองของจังหวัด Kunar ก็ไม่ถือว่าบิน ลาเดนเป็นศัตรู ในช่วงทศวรรษที่ 80 ได้มีชาวอาหรับจำนวนมากมายอาสาสมัครมารบกับฝ่ายโซเวียตซึ่งทาง CIA ก็ได้รู้เห็นเป็นใจด้วย และปัจจุบันก็ยังมีชายอาหรับกว่าพันคนที่ได้อาศัยอยู่ที่นี่และจำนวนมากได้แต่งงานมีครอบครัวกับหญิงอัฟกัน และใน 2 ปีที่ผ่านมา สมาชิกรวมทั้งผู้ที่ให้การสนับสนุนอัล เคดาที่ต้องหลบหนีมาจากส่วนอื่นของอัฟกานิสถานก็ได้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่อีกหลายร้อยคน ดังนั้นบิน ลาเดนจึงมีความสะดวกสบายพอสมควรที่จะหลบซ่อนอยู่ในบริเวณนี้ตามถ้ำต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมายในเทือกเขา บางคนก็ปลูกบ้านที่ทำจากหินหรือโคลนตามหน้าผาที่มีต้นไม้บัง ภูเขาเหล่านี้มีชาวอัฟกันที่เร่ร่อนไม่มีที่พักอาศัยแน่นอนแต่เลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงแพะและแกะ ซึ่งคนพวกนี้ก็บอกกับนักข่าวว่าไม่มีปัญหาใดกับชาวอาหรับ ของอัล เคดาเพราะคนเหล่านี้เป็นคนดี เสียสละตัวเองเพื่อ สงครามจิฮัดและยังให้ราคาดีต่อเนื้อแพะ เนื้อแกะและน้ำนมที่พวกตนนำไปขายให้อีกด้วย มีรายงานว่า บิน ลาเดนมีความมั่นใจมากพอที่จะรับแขกด้วย ถึงแม้จะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดมากก็ตาม
สาโรจน์ ชวนะวิรัช