แคนาดาจะกลายเป็นแหล่งน้ำมันใหญ่ของโลกเมื่อ 2-3 วันนี้ เพิ่งได้รับอีเมลเวียนในหมู่เพื่อนฝูง เป็นโจ๊กเบาสมองของฝรั่งเกี่ยวกับราคาน้ำมันในโลกปัจจุบัน ซึ่งอยากจะถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้รับฟังด้วย
ท่านรู้ไหมว่า............................... ราคาน้ำแอปเปิ้ลลดน้ำหนัก Snapple ในสหรัฐคิดเป็นเงิน 1.29 เหรียญต่อ 16 ออนซ์ หรือ 10.32 เหรียญต่อ 1 แกลลอน (ในมาตราของสหรัฐ 1 ออนซ์=1/128 แกลลอน)
ราคาน้ำชาเย็นลิปตัน คิดเป็นเงิน 1.19 เหรียญต่อ 16 ออนซ์ หรือ 9.52 เหรียญต่อ 1 แกลลอน
ราคาน้ำดื่มชูกำลัง Gatorade คิดเป็นเงิน 1.59 เหรียญต่อ 20 ออนซ์ หรือ 10.17 เหรียญต่อ 1 แกลลอน ราคาน้ำ Ocean Spray หรือน้ำแครนเบอร์รี่ผสมน้ำแอปเปิ้ล คิดเป็นเงิน 1.25 เหรียญต่อ 16 ออนซ์ หรือ 10 เหรียญต่อ 1 แกลลอน
ราคาน้ำมันเบรก คิดเป็นเงิน 3.15 เหรียญต่อ 12 ออนซ์ หรือ 33.60 เหรียญต่อ 1 แกลลอน
ยาแก้ปวดท้อง Pepto Bismol คิดเป็นเงิน 3.85 เหรียญต่อ 4 ออนซ์ หรือ 123.20 เหรียญต่อ 1 แกลลอน ราคายาแก้หวัด Nyquil ของ Vick's คิดเป็นเงิน 8.35 เหรียญต่อ 6 ออนซ์ หรือ 178.13 เหรียญต่อ 1 แกลลอน
ที่ร้ายไปกว่านั้น คือ...................... น้ำดื่ม Evian ซึ่งเป็นแค่น้ำและไม่มีใครรู้แน่ว่ามาจากไหน ราคาถึง 1.49 เหรียญต่อ 9 ออนซ์ หรือ 21.19 เหรียญต่อ 1 แกลลอน นอกจากนี้ ถ้าเราจะกลับตัวอักษร Evian ก็จะกลายเป็น Naive ซึ่งคงแปลว่า “พวกแอ๊บแบ๊ว” ก็น่าจะใกล้เคียง แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือ ........................ ท่านเคยคิดไหมว่าทำไมราคาคอมพิวเตอร์จึงถูกลง ๆ แต่ความจริงแล้ว เป็นเพราะคนขายได้คิดแล้วว่าจะคุ้มทุนจากการขายหมึกพิมพ์ซึ่งมีราคาถึง 5,200 เหรียญต่อ 1 แกลลอน !!! เพราะฉะนั้น ท่านควรจะดีใจได้แล้วว่ารถยนต์ของท่านไม่ได้ต้องขับเคลื่อนด้วย Pepto Bismol หรือ Nyquil หรือโดยเฉพาะ หมึกพิมพ์คอมพิวเตอร์!!!! ทั้งหมดข้างต้นนี้เป็นเพียงโจ๊กฝรั่งซึ่งอาศัยรากฐานจากข้อมูลที่เป็นตัวเลข แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์เราก็ยังหนีความจริงไปไม่พ้นว่าแม้สิ่งต่าง ๆ ที่เอ่ยมาในโจ๊กข้างต้นจะมีราคาแพงกว่าน้ำมัน/แกลลอนก็จริง แต่เราก็ไม่ถึงกับจำเป็นต้องใช้สิ่งเหล่านั้นในชีวิตประจำวันทุกวันไป แต่ปัญหาน้ำมันมิได้เป็นเช่นนั้น ทุกคนในสังคมเมืองต่างก็จำเป็นที่จะต้องใช้หรืออาศัยน้ำมันในชีวิตประจำวันด้วยกันทั้งสิ้น ผู้ที่ไม่มีรถยนต์ก็ต้องอาศัยรถเมล์ รถแท็กซี่ซึ่งก็ต้องใช้น้ำมันทั้งสิ้น ส่วนผู้ที่มีรถยนต์ใช้ต่างก็ต้องเติมน้ำมันกันทุก 3-4 วันหรือ 5-6 วันแล้วแต่ขนาดของรถที่ใช้ และทุกวันนี้ ทุกคนก็เห็นแล้วว่าขณะที่ปีที่แล้วยังมีความสงสัยกันว่าราคาน้ำมันจะขึ้นถึง 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลหรือไม่ แต่บัดนี้ราคาน้ำมันได้ทะลุราคา 130 เหรียญ/บาร์เรลไปแล้ว และก็ยังไม่มีสัญญาณใด ๆ ว่าจะไม่ขึ้นต่อไปอีกโดยไม่มีที่สิ้นสุด
ดังนั้นทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่จำเป็นต้องอาศัยน้ำมันในการขับเคลื่อนพลังทางเศรษฐกิจของตนรวมทั้งประเทศไทยเอง ต่างก็กำลังให้ความสำคัญต่อนโยบายพลังงานเป็นอย่างมาก และทางแก้ทางหนึ่งก็คือการที่จะหาอุปทานน้ำมันเพิ่มขึ้นเพื่อลดราคาขายลง ประเทศที่ค้นพบแหล่งน้ำมันใหญ่ใหม่ ๆอย่างเช่นบราซิลหรือแม้แต่เขมรเองจึงได้ถูกจับตามองและจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่มีประเทศหนึ่งที่ผลิตน้ำมันอยู่แล้วแม้จะไม่มากมายนัก แต่ปัจจุบันกำลังได้รับการจับตามองโดยเฉพาะจากสหรัฐเป็นอย่างมากก็คือ แคนาดา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวกันว่ามีศักยภาพที่จะผลิตน้ำมันได้เท่าเทียมกับประเทศอย่างซาอุดีอาระเบียได้ในอนาคตทีเดียว แหล่งน้ำมันดังกล่าวเป็นแหล่ง “ทรายน้ำมัน” (oil sands หรือ tar sands) ซึ่งทับถมกันอยู่ที่ Athabasca, Peace River และ Cold Lake ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐ Alberta ของแคนาดาซึ่งอยู่ในตอนใต้สุดของประเทศติดกับพรมแดนสหรัฐอเมริกา ในเนื้อที่ประมาณ 140,200 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่ารัฐฟลอริดาของสหรัฐทั้งรัฐ อะไรคือ “ทรายน้ำมัน” ที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินหรือรู้จักแต่คำว่า หินน้ำมัน ซึ่งต้องมาทำการสกัดน้ำมันออกจากหินอีกทีหนึ่ง ทรายน้ำมันก็เช่นกัน จำเป็นที่จะต้องขุดและทำการแยกน้ำมันเหนียว (oil bitumen) ออกจากทราย ณ ที่ขุดนั้นและจะต้องผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ทำให้น้ำมันเหนียวเหล่านี้กลายสภาพเป็นของเหลวเพื่อส่งผ่านท่อส่งน้ำมันไปยังแหล่งต่าง ๆ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาได้ ทั้งนี้จะต้องใช้ทรายน้ำมันประมาณ 2 ตันจึงจะกลั่นกรองออกมาเป็นน้ำมันได้ 1 บาร์เรลดังนั้นในทศวรรษที่ 60 ที่มีการค้นพบจึงยังไม่มีเทคโนโลยีเพียงพอที่จะทำการกลั่นกรองดังกล่าวได้ แต่ปัจจุบันบริษัทน้ำมันใหญ่ ๆ ของโลกก็ได้ร่วมมือกับทางแคนาดาทำการค้นคว้าจนได้เทคโนโลยีที่จะดำเนินการดังกล่าวได้โดยสะดวกแล้ว ปัจจุบัน สหรัฐนำเข้าน้ำมัน (ทุกประเภท) จากแคนาดาถึงร้อยละ 20 ต่อวัน
หรือประมาณวันละ 1.9 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากกว่าที่สหรัฐนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย อยู่แล้ว จากสภาวะปัญหาน้ำมันแพงในปัจจุบัน จึงทำให้สหรัฐมองไปที่แหล่งทรายน้ำมันในแคนาดาเป็นอย่างมาก และบริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุดในโลกของสหรัฐคือ ExxonMobil ก็กำลังมีแผนที่จะลงทุนในรัฐ Alberta นี้ถึง 124 พันล้านเหรียญในระหว่างปี ค.ศ. 2007-2012 ซึ่งจะทำให้แคนาดาขยายการผลิตน้ำมันจากทรายน้ำมันนี้ได้อีกสี่เท่า คือจะผลิตได้ถึง 5 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี ค.ศ. 2015 นี้ ขณะที่บริษัท Shell ของเนเธอร์แลนด์ซึ่งใหญ่เป็นที่สองของโลกก็กำลังลงทุนขยายการผลิตจากทรายน้ำมันในแคนาดาให้ได้ถึง 700,000 บาร์เรลต่อวันภายในปีเดียวกัน บริษัท Exxon ได้แสดงความเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้มากโดยได้ส่งทีมฝีมือดีที่สุดของบริษัทไปบริหารจัดการการลงทุนดังกล่าวในแคนาดาอยู่ในขณะนี้ ถึงแม้การสำรวจในปัจจุบันจะปรากฏผลว่า แคนาดามีทรายน้ำมันที่จะนำมากลั่นกรองเป็นน้ำมันได้เพียง 70 ปีเท่านั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังเชื่อว่าจะมีการพบแหล่งทรายน้ำมันใหม่ ๆ อีก ประกอบกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นทุกวัน ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่จะพบแหล่งทรายน้ำมันในแคนาดาเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะขุดขึ้นมาใช้ได้เป็นเวลาถึง 100-200 ปี ก็ยังเป็นไปได้
สหรัฐได้ตั้งความหวังกับแหล่งน้ำมันแห่งนี้เป็นอย่างมาก เพราะแคนาดาเป็นมิตรสนิทและจะมีความสะดวกสบายเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งน้ำมันผ่านท่อเข้ามาในสหรัฐเอง ที่สำคัญก็คือสหรัฐจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันจากประเทศที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับสหรัฐเช่นเวเนซุเอลาอีกต่อไป สำหรับไทยเราเองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับแคนาดาอยู่แล้ว ก็คงจะต้องกระชับความสัมพันธ์นี้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นใน 10 ปีข้างหน้านี้ และก็อดถามคำถามที่เกิดขึ้นในใจคำถาม หนึ่งไม่ได้ว่า ไทยเรามีทรายน้ำมันชนิดที่ว่านี้หรือไม่ และได้มีการสำรวจกันบ้างแล้วหรือยัง.
สาโรจน์ ชวนะวิรัช
สาโรจน์ ชวนะวิรัช

ข่าวอีกชิ้นหนึ่งมาจากชายชราชาวอัฟกานิสถานชื่อ Khan Kaka ซึ่งอาศัยอยู่ในจังหวัด Kunar และเป็นพ่อตาของ Abu Hamza al Jazeeri ชาวอัลจีเรียผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นองครักษ์พิเศษของโอซามา บิน ลาเดน Khan Kaka เล่าว่าลูกเขยของตนจะลงมาจากภูเขาทุก 2-3 เดือน เพื่อมาเยี่ยมภรรยาและลูกอีกสามคน และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ได้บอกเขาว่าลูกสะใภ้คนหนึ่งของบิน ลาเดนได้เสียชีวิตลงในขณะที่คลอดลูก บิน ลาเดนได้กล่าวประณามสหรัฐอย่างรุนแรงว่าเป็นต้นเหตุการเสียชีวิตในระหว่างพิธีศพของเธอ บิน ลาเดนได้กล่าวต่อไปด้วยว่า ที่จริงเขามาจากตระกูลร่ำรวยพอที่จะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเช่นเดียวกับเจ้าครองนครอาหรับทั้งหลาย แต่เขาก็ได้ตัดสินใจที่จะออกมาต่อสู้กับพวกนอกรีตซึ่งต้องการที่จะตัดคนอิสลามจากรากเหง้าของตน และการต่อสู้เพื่ออุดมคติเช่นนี้เองที่ได้ทำให้คนอาหรับ กลุ่มตาลีบันและครอบครัวของเขาได้กลายเป็นอรหันต์ไปแล้ว
